cropped-Untitled_design-removebg-preview-1.png

สารต่อต้านแสงสีฟ้า

สารสกัดที่มีฤทธิ์ต่อต้านแสงสีฟ้า

          "สารต่อต้านแสงสีฟ้า" พอเราได้ยินคำนี้ เราก็อาจจะคิดไปถึงแสงจากจอโทรศัพท์มือถือ หรือ อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ต่าง ๆ รอบตัวเรา แท้ที่จริงแล้ว แสงสีฟ้านั้น มีอยู่รอบ ๆ ตัวเราแทบทั้งสิ้น

          ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ แสงสีฟ้า (blue light) ที่มาในรูปแบบของคลื่นแสงพลังงานสูง ที่มีความยาวคลื่นต่ำกว่า 300 นาโนเมตร ซึ่งประสาทตาของมนุษย์สามารถสัมผัสความยาวคลื่นที่อยู่ระหว่าง 400 – 700 นาโนเมตรเท่านั้น ซึ่งแสงที่ผสมอยู่ในช่วงแสงสีขาวแบ่งได้ 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง ลองนึกภาพสายรุ้งจะเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

         รังสียูวีเอ ยูวีบีเรารู้กันอยู่แล้วว่านี่เป็นปัจจัยที่ต้องหลีกเลี่ยง แต่ในขณะที่เรื่องฝุ่นพิษ มลภาวะก็ดูเหมือนจะไม่จางหายไปแถมยังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นี่จึงเป็นอีกปัจจัยทำร้ายผิว
รวมทั้งแสงบลูไลท์ที่มาจากอุปกรณ์เทคโนโลยีล้ำหน้าทั้งหลายไม่ว่าจะแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือไอแพด แต่ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยอันตรายทำร้ายผิวนั่นคือ “แสงสีฟ้าจากแสงแดด” ที่ส่งผลกระทบได้มากกว่ารังสียูวี

          ซึ่งแสงสีฟ้าที่ว่านี้จะผสมอยู่ในช่วงน้ำเงินกับคราม และมีอยู่รอบๆ ตัว พบได้ในหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ แต่ที่พบมากที่สุด คือหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือสมาร์ทโฟน นั่นเอง

          แล้วอันตรายของแสงที่ว่านี้มีอะไรบ้าง อย่างแรกแน่นอนว่ามีผลต่อการเสื่อมสภาพของเซลล์เยื่อชั้นในลูกตา หรือโรคจอประสาทตาเสื่อมโดยตรง ในขณะที่นั่งแชตและบางคนกลางคืนยังนอนแชตในห้องที่แสงน้อย ไม่ได้ทำร้ายแค่สายตาเท่านั้น แต่กลับเป็นตัวทำลายใบหน้าให้หมองคล้ำและเหี่ยวย่น เนื่องมาจากขาดความชุ่มชื้น ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือเกิดสิว ฝ้า กระ แบบไม่รู้ตัว

          แสงสีฟ้ามาจากไหน

          เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีแสงสีฟ้านี้ซ่อนอยู่ในแสงแดด และสามารถทำร้ายผิวได้รุนแรงกว่าถึง 10,300 เท่า! จากงานวิจัยมีการวัดค่าปริมาณแสงสีฟ้านี้เมื่อกระทบผิวเป็นเวลาแค่ 1 นาทีเท่ากับการที่เราจ้องหน้าจอนานกว่าสัปดาห์เลยทีเดียว นี่ทำให้เห็นว่าแสงสีฟ้านั้นอันตรายมากกว่าที่คิด แล้วผลกระทบเมื่อผิวโดนแสงสีฟ้าในแดดจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

แสงสีฟ้านั้นทำร้ายผิวทะลุลงลึกมากกว่าแสงยูวี, เมื่อลงสู่ผิวจะเข้าไปทำลายคอลลาเจนชั้นใต้ผิว ทำให้เซลล์ผิวเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ,ทำให้ผิวหน้าเกิดความหมองคล้ำฝังลึก, เกิดริ้วรอยขึ้นได้ง่ายและรวดเร็ว,ผิวเกิดภาวะขาดความชุ่มชื่นและเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ

          รู้จัก “อินฟราเรด” ตัวการทำลายผิวนอกจากแสงสีฟ้าที่เป็นตัวการทำร้ายผิวของเราแล้ว ก็ยังมี รังสี “อินฟราเรด” ที่แฝงตัวมากับแสงอาทิตย์ ต้องเข้าใจก่อนว่าในแสงอาทิตย์ที่ส่องมานั้น ประกอบด้วย รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet, UV) แบ่งเป็น UVA, UVB และ UVC (โอโซนในบรรยากาศได้กรอง UVC ออกไป), แสงที่มองเห็นได้ (Visible light) และ รังสีอินฟราเรด (Infrared) ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 50% ของรังสีที่ตกกระทบมายังโลก

          “รังสีอินฟราเรด” หรือ รังสีความร้อน เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่แผ่มาจากดวงอาทิตย์ มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 0.75 ไมโครเมตร – 1 มิลลิเมตร ซึ่งส่งผลเสียกับผิวหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น สร้างริ้วรอย แก่ก่อนวัย ผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ คอลลาเจนในเนื้อผิวหายไป และที่ร้ายแรงที่สุดคือมะเร็งผิวหนังนั่นเอง

          ดังนั้น การเลือกใช้สารต่อต้านแสงสีฟ้า จึงมีความสำคัญไม่แพ้การใช้สารป้องกันอื่น ๆ ให้กับผิว และ ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางก็เริ่มที่จะผสมสารดังกล่าวลงในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในท้องตลาดแล้วด้วย

          รับมืออย่างไรไม่ให้ผิวเสียจากแสงสีฟ้า?

          อันตรายของแสงสีฟ้านั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด จนทำให้เราต้องโยนสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตทิ้งไปโดยทันที แต่เพียงแค่เราต้องปรับพฤติกรรมการใช้เจ้าเครื่องมืออุปกรณ์ดิจิทัลเหล่านี้ให้น้อยลงจะดีกว่าสำหรับแนวทางการรับมือแสงสีฟ้าที่เราสามารถทำได้ง่าย ๆ เช่น

ใส่ฟิล์มป้องกัน หรือตัวช่วยกรองแสงสีฟ้าให้กับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์หน้าจอดิจิทัล

ปรับแสงหน้าจอไม่ให้สว่างจ้าจนเกินไป

หากิจกรรมยามว่างอื่น ๆ แทนการจมอยู่กับหน้าจอดิจิทัล เช่น อ่านหนังสือ เล่นกีฬา

พยายามทาครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวเป็นประจำ

ใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของลูทีน เบต้าแคโรทีน ที่จะสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ช่วยปกป้องผิวและลบเลือนริ้วรอยได้

เลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว ใช้ครีมบำรุงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) สูง เพื่อช่วยปกป้องปราการผิว

สารต่อต้านแสงสีฟ้า ดอกดาวเรือง

PANASOME™ LUTEIN

สารต่อต้านแสงสีฟ้า (Anti-Bluelight) ที่สกัดมาจาก ดอกดาวเรือง ผ่านกระบวนการทำให้เป็น Liposome เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ให้ได้สูงสุดและเป็นการเสริมประสิทธิภาพด้านการซึมผ่านลงสู่ชั้นผิวช่วยลดอันตรายจากการที่ผิวต้องสัมผัสกับแสงสีฟ้าจากหน้าจอต่างๆ เช่น หน้าจอโทรศัพท์ โทรทัศน์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคต่างๆ